สวัสดีครับ ขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อ แซนด์ครับ ปกติเป็นคนชอบเดินทางอยู่แล้ว
เลยอยากเอาประสบการณ์ มาแบ่งปันครับ
วันนี้จะมาขอเล่าประสบการณ์การไปเที่ยวในดินแดน Downunder นั่นก็คือ ประเทศออสเตรเลีย
(แต่ขอแถมที่มาเลเซียนิดๆ เพราะต้องต่อเครื่อง)
เมืองที่ไปในทริปนี้จะมีหลักๆ คือ สองเมืองใหญ่ ของออสเตรเลีย ที่คิดว่าทุกคนน่าจะรู้จักกันดี นั่นก็คือ
เมลเบิร์น ( Melbourne) และ ซิดนีย์ (Sydney) ซึ่งน่าจะเป็นจังหวัดที่ 78 ของประเทศไทย
เพราะมีพี่น้องชาวไทยอาศัยอยู่ที่นี่เยอะมาก ถึงขนาดมี Thai town กันเลยทีเดียว
ทริปนี้เดินทางช่วงสงกรานต์พอดี อาศัยวันหยุดเยอะ เลยไม่ต้องลางานมาก ทริปไม่สั้น ไม่ยาว เหมาะกับการหนีสงครามการสาดน้ำในเมืองกรุงไปหาประสบการณ์ใหม่กับ 8วัน ในออสเตรเลีย
ผมขออนุญาตข้ามขั้นตอนในการขอวีซ่า เพราะคิดว่าน่าจะหาข้อมูลได้ไม่ยาก
ทริปนี้ เกิดขึ้นเพราะว่า อยากไปหาเพื่อนที่ซิดนีย์ แล้วโชคชะตาเป็นใจ สายการบิน AirAsiaX ของมาเลเซีย
ส่งโปรโมชันมาพอดี เลยจัดการสอยครับ.
ตั๋วที่ซื้อ ผมซื้อทั้งหมด 5 ขา เบ็ดเสร็จประมาณหมื่นต้นๆ ครับ ค่อยๆเก็บทีละขา ไปเรื่อยๆ เจอถูกค่อยสอย
1. DMK – KUL
2. KUL – MEL
3. MEL – SYD
4. SYD – KUL
5. KUL – DMK
เริ่มต้นจากกรุงเทพ สนามบินที่คุ้นชินสำหรับสายประหยัดแบบผม นั่นก็คือ สนามบินดอนเมือง นั่นเอง
วันนี้จะมาใช้บริการ พี่สิงโต Lion Air ครับ เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ใช้บริการ
(ขอแอบนอกใจ Airasia สักครั้ง)
ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ กัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur) เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย (Malaysia)
ดูของเสิร์ฟบนเครื่อง กับที่นั่งกันก่อนเลยดีกว่า เซอร์ไพรส์มากๆ มีจอส่วนตัวด้วย
ยังไม่ทันหลับก็ถึงแล้ว ใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมง ก็ถึงเรียบร้อย
สำหรับ LionAir จะลงจอดที่ KLIA นะครับ คนละที่กับ Airasia
เพราะเจ้านั้นจะลง KLIA2 ใครจะต่อเครื่อง กะเวลาดีๆ .
รอรับกระเป๋าเรียบร้อยก็มองหาป้ายนี้เลย สำหรับคนจะต่อเครื่อง หรือ จะเข้าเมือง.
ส่วนผมมีเวลาอีกตั้งหกชั่วโมง เพราะไฟลท์ไปเมลเบิร์น
ออกสี่ทุ่ม เหลือเวลาเพียบ
เลยจะออกไปขอถ่ายรูปแก้ตัวครั้งที่แล้ว
ที่ไม่ได้ไป ปุตตราจายา เพราะฝนตก.
จากนั้นผมฝากกระเปาไว้ที่ล็อคเกอร์ แล้วนั่ง KLIA Transit
ค่าโดยสาร 9.5 MYR มาลงสถานี Putrajaya&Cyberjaya ครับ.
จากนั้นนั่งรถเมล์สาย 502 ประมาณ5นาที
ลงหน้ามัสยิดเลยครับ.
มัสยิดสีชมพู (Pink Mosque, Putra Mosque)
ตั้งอยู่ริม Putrajaya lake เป็นมัสยิดหลักของเมือง สวยงามมาก
แล้วบริเวณนั้นจะมีบริการล่องเรือชมวิวด้วยนะครับ.
ถัดมาด้านขวาจะเป็น Perdana Putra Complex หรือทำเนียบรัฐบาล
เป็นที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี และคณะทำงานต่างๆ
เริ่มสร้างในปี 1997 เสร็จสมบูรณ์ในปี 1999
หลังจากสร้างเสร็จ ก็ได้ย้ายจาก กัวลาลัมเปอร์มาที่เมืองปุตราจายาแห่งนี้
ในเดือนเมษายน ปีเดียวกันครับ
อันนี้ต้องเตือนหลายคนไว้
หรือเตือนผมคนเดียวก็ได้ (ฮ่าๆๆ)
เนื่องจากเมืองปุตราจายา แห่งนี้
มีคนอาศัยไม่เยอะมากเท่าไร
ถ้าเทียบกับ กัวลาลัมเปอร์ ทำให้หารถแท็กซี่
หรือรถเมล์ได้ยากมาก
ยิ่งหลังจากพระอาทิตย์ตก ยิ่งไม่ต้องสืบ
จุดที่จะหาแท็กซี่ เท่าที่ผมเดินดู
น่าจะมีแค่ที่หน้ามัสยิดสีชมพู
เพราะเนื่องจากผมต้องหารถแท๊กซี่
กลับไปที่สถานีรถไฟซึ่งรออยู่นานมาก
รถเมล์ก็ไม่มี
ซึ่งตอนนั้นประมาณสองทุ่มแล้ว
สุดท้ายได้หนุ่มมาเล ผู้ใจดี
อาสามาส่งที่สถานีรถไฟ.
ต้องขอบคุณมากๆ
ซึ้งในน้ำใจคนมาเลเซียมากๆ ไม่งั้นตกเครื่องแน่ๆ
กลับมาที่ KLIA2 เพื่อไปสู่ที่หมายของเรา นั่นก็คือ เมลเบิร์น
ขึ้นเครื่องได้ปุ๊ปหลับยาวครับ เพราะเหนื่อยจากการวิ่งเข้าเกทมากๆ
ส่วนที่นั่งของ AirAsiaX หลักๆเหมือนกัน ThaiAirasia เป๊ะครับ
เลยไม่ขอรีวิว (จริงๆไม่ได้ถ่ายรูปมา -_-)
เช้าแล้ว เครื่องแลนดิ้ง อย่างสวยงาม
ได้เวลาออกไปยืดเส้นยืดสาย
หลังจากหลับตลอดทาง เป็นเวลากว่า8ชั่วโมง
แต่ก่อนจะผ่านเข้าเมืองได้ก็ต้องทำตามกฎหมายเค้าก่อน
ซึ่ง ตม.ของออสเตรเลีย ขึ้นชื่อเรื่องความโหด หิน เขี้ยวลากดิน
ถ้าส่อพิรุธอะไร อาจโดนพาเข้าห้องเย็นได้.
ยืนรออยู่ชั่วโมงกว่า กว่าจะถึงคิว
ละก็ผ่านได้ฉลุย .
สำหรับการเข้าเมืองง่ายๆเลยครับ
มีให้เลือก 2 ทาง
ทางแรก คือ เรียกแท็กซี่ ค่าโดยสารประมาณ 60 AUD
ถึง city center ค่อนข้างโหดมาก
(ถ้ามา 3 คน ค่อนข้างคุ้ม )
ส่วนผมเลือกอีกทางครับ นั่นก็คือ Skybus ค่าเสียหาย 19AUD
ส่งถึง city center เหมือนกัน
และถ้าใครพักบริเวณนี้
จะมีบริการรับส่งฟรี ถึงโรงแรมด้วย
ครั้งนี้ผมพักที่ Novetel Collin ซึ่งอยู่ในพื้นที่ให้บริการด้วย
สบายไป ไม่ต้องแบกกระเป๋า
เก็บกระเป๋าเสร็จ รีบหาอะไรรองท้อง
แล้วไปตะลุยที่แรกกันครับ. ที่หมายแรกที่จะไปวันนี้
คือรถไฟห้อยขา หรือ Puffing Billy
การเดินทาง จาก Flinder Street Station ใจกลางเมือง
ให้นั่งรถไฟ PT ลงสถานี Belgrave
สถานีปลายทางเลยครับ
(แนะนำให้นั่งแบบ limited express
เพราะจะจอดน้อยกว่ามาก ประหยัดเวลา
ผมดันไปขึ้นแบบจอดทุกสถานี ใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่า
น้ำตาไหลพรากมากๆ )
Puffing Billy
จะเป็นการนั่งรถไฟที่มีมากว่าร้อยปี
ลากโดยใช้หัวรถจักรไอน้ำ
ที่สำคัญคือ มันสามารถนั่งห้อยขา
ออกมาข้างนอกได้นี่แหละครับ
ระหว่างทางก็จะผ่าน วิวธรรมชาติ สวยงามตลอดทาง.
ที่มาของชื่อรถไฟห้อยขา เพราะว่าสามารถห้อยขาออกมาด้านนอกได้นั่นเอง
นี่หัวรถจักรไอน้ำ ที่ลากเรามา
มุมนี้เค้าบอกว่า คือ ไฮไลท์
ตอนที่รถไฟกำลังโค้งข้ามสะพาน
อารมณ์คล้ายๆ ทางรถไฟสายมรณะที่กาญจนบุรี
โดยส่วนตัวผมว่าวิวบ้านเรากินขาด
ถ้ามีการจัดการดีๆ
จบทริปกลับมาที่เมือง
เนื่องจาก Day Trip ที่เพื่อนของผมจอง
ที่จะไปในวันพรุ่งนี้
แถม ตั๋วขึ้น Eureka Skydeck88 ด้วย
จะรอช้าอยู่ไย ขึ้นไปเสพวิวมุมสูงของเมลเบิร์นกันดีกว่า.
ด้านบนเสียดายถ่ายยังไงก็ติดกรง
กับสะท้อนกระจก
อันนี้ถ่ายจากฝั่ง Southbank ครับ Melbourne City
จากนั้นไปยังถนนกราฟิตี้ Hosier Lane
ซึ่งค่อนข้างเปลี่ยวและคนเมาเยอะ
ไม่แนะนำให้มาคนเดียวนะครับ. ค่อนข้างอันตราย
Good Morning Melbourne
ตอนนี้จะพาไปดูถนนเลียบมหาสมุทร
ที่วิวอลังการงานสร้าง ซึ่งทุกคนน่าจะรู้จักดี
นั่นก็คือ Great Ocean Road ครับ
และอีกหนึ่งสถานที่ ที่ผมเคยเห็นแต่ในโปสการ์ด
หรือ รูปจากอินเตอร์เน็ท มาตลอด
ซึ่งผมฝันว่า จะต้องมาเห็นด้วยตาของตัวเองสักครั้ง
นั่นก็คือ Twelves Apostles.
วันนี้เตรียมใจไว้แล้วครับ
ว่าต้องเป็นการนั่งรถที่นานมากแน่ๆ
ระยะทางไปกลับกว่า 600กิโลเมตร
เราออกเดินทาง ประมาณ 7โมงเช้า
ใช้บริการของ Bunyip Tour
ซึ่งเป็น Travel Agent ค่อนข้างน่าเชื่อถือ
นี่คือรถมินิบัส ที่จะพาเราไปวันนี้
มุ่งหน้าสู่ Great Ocean Road
จะมีการแวะให้เข้าห้องน้ำตลอดทางนะครับ
ไม่ต้องห่วง
Great Ocean Road เป็นถนนเลียบชายฝั่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ของประเทศออสเตรเลีย มีความยาวกว่า 240 กิโลเมตร
สร้างโดยนายทหารที่กลับมาจากการรบในสงครามโลกครั้งที่ 1
ถนนเส้นนี้จึงมี ป้ายจารึกที่เกี่ยวกับทหารในสงครามโลก มากมาย
คำเตือน อีกแล้ว สำหรับคนที่เมารถ แนะนำให้นั่งด้านหน้า
พร้อมเตรียมยาแก้เมา ไว้ได้เลยครับ
เพราะถนนจะมีอยู่หลายช่วงมาก
ที่โค้งไปมา
เดี๋ยวจะเที่ยวไม่สนุก เหมือนอย่างเพื่อนผม
แวะทานอาหารกลางวัน ที่ Cape Otway
วิวบนประภาคารสวยจริง
ทานอาหารเสร็จ มุ่งหน้าสู่ Twelves Apostels
อยากจะบอกว่าคนเยอะมว๊ากกกกก
เมื่อก่อนมีหินทั้งหมด 12 ก้อน ตามชื่อ
แต่ปัจจุบัน ถูกคลื่นซัด ค่อยๆพังลงอย่างช้าๆ
จนตอนนี้เหลือแค่ 7 ไกด์เล่าว่า
อีกไม่นานก็คงถูกคลื่นซัดพังหมดแน่ๆ
เพราะฉะนั้น รีบมาก่อนที่จะไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเองครับ.
ขออภัยที่เป็นคนถ่ายรูปไม่ค่อยเก่ง
ถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดี แต่ของจริง ยิ่งใหญ่อลังการมากครับ
เสียดายที่มีเวลาน้อย เลยอดลงไปที่ชายทะเลด้านล่าง
ถัดออกมาจาก Twelves Aposltes อีกนิด
คือ Loch Arch Gorge
จากนั้นนั่งรถยาวๆกลับ เมลเบิร์น สามทุ่มถึงห้อง หลับเป็นตาย
วันที่สามในเมลเบิร์น
วันนี้จะไปเป็นสายรักสัตว์ รักธรรมชาติครับ.
ถ้าพูดถึงออสเตรเลีย ก็คงต้องนึกถึงเจ้าสองตัวนี้
นั่นก็คือ จิงโจ้ และ โคอาล่า
และปิดท้ายด้วยการ ดูพาเหรดเพนกวิน
นับพันตัวที่กลับขึ้นฝั่ง บน Philip Island
ที่แรกมาที่ Moonlit Sanctury
เป็นเหมือนสวนสัตว์เปิด
ซึ่งเราสามารถใกล้ชิดกับพระเอกของเรา
ได้แบบถึงเนื้อ ถึงตัวกันเลย
แต่ต้องเสียเงินเพิ่ม
นอกจากค่าเข้านะครับ ถ้าอยากถ่ายรูปกับโคอาล่า
ส่วนจิงโจ้ มีเพียบ แชะได้ตามสบาย
จากนั้นช่วงระหว่างรอพระอาทิตย์ตก
ซึ่งไกด์แจ้งว่า วันนี้เพนกวินจะขึ้นฝั่งประมาณหนึ่งทุ่ม
ระหว่างนี้เลยไปที่ Nobbie island
เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ติดกับ Philip Island
ไปถ่ายรูปกันก่อน รอเวลา
พระเอกของเราในค่ำคืนนี้นั่นเอง
เพนกวินที่พบในแถบนี้
จะเป็นสายพันธุ์ Little Penguin
ตัวสูงประมาณหนึ่งฟุต
ชอบออกหากินเป็นฝูง
สามารถว่ายน้ำวันนึงได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร
และจะกลับเข้ารัง ช่วงพระอาทิตย์ตกดิน
ที่ Philip Island ปัจจุบันเหลือแค่ที่เดียวในโลกแล้ว
มหัศจรรย์มากๆ ที่เค้ายังอนุรักษ์
และพัฒนาการท่องเที่ยวได้
โดยที่ไม่กระทบกับธรรมชาติเลย แล้วก็ระหว่างที่นั่งดู
Penguin Parade เค้ามีกฎว่าห้ามถ่ายรูป
เลยไม่ได้ถ่ายมาครับ แต่มีรูปจากทางเวป official
เอามาให้ดูแก้ขัด ของจริง
อยากบอกว่าน่ารัก มุ้งมิ้งมาก
ลองนึกภาพเพนกวิน นับพัน นับหมื่นตัว
ว่ายน้ำขึ้นมาจากมหาสมุทร
เดินกระดึ้บๆ ข้ามก้อนหินลูกแล้วลูกเล่า
เพื่อกลับรัง
ฝูงไหน ถ้าสมาชิกไม่ครบ
มันก็จะยืน อยู่บนฝั่ง จนกว่าจะครบ
ค่อยเดินต่อ.
บางตัวก็กินซะอ้วนมาก
เดินต้วมเตี้ยมมาก เดินไปล้มไปก็มี.
สารภาพเลยตอนแรกไม่ได้คิดอยากมาดู
Penguin Parade เลย แต่ตอนนี้รู้สึกดีมากครับ ที่ได้ดู
เพราะคงหาภาพนี้จากที่อื่นในโลกไม่ได้แล้ว.
เช้าวันต่อมา ลัดฟ้าสู่ ซิดนีย์
ด้วย Tiger Air ครับใช้เวลาเพียง สองชั่วโมง
มาซิดนีย์ ทุกคนต้องอยากมาถ่ายรูปสองแลนด์มาร์คนี้แน่นอน
นั่นก็คือ Sydney Opera House และ
Sydney Harbour Bridge ครับ
Sydney Opera House ตั้งอยู่ที่บริเวณของอ่าวซิดนีย์
สร้างโดยศิลปินชาวเดนมาร์ค
“เยิร์น โอเบิร์ก อุตซอน”
Jørn Oberg Utzon
มีคอนเซปมาจากเปลือกส้มของพระเจ้าที่หล่นลงมาจากฟ้า
ใช้เงินในการสร้างทั้งหมด 102 ล้าน AUD
โดยเงินทั้งหมดมาจากล็อตเตอรี่แบบถูกกฎหมายครับ
Sydney Harbour Bridge
สะพานเหล็กขนาดมหึมา
พาดข้ามอ่าวซิดนีย์ มีความยาว 1,149 เมตร
ใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 9 ปี เปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 1932
ด้านบนประกอบไปด้วย
ถนน 8 เลน 2 รางรถไฟ 2 ทางเท้า และ 2 ทางจักรยาน
อันนี้ กลุ่มอาคาร Sydney CBD
ขอแนะนำอีกที่ สถานที่ยอดนิยมสำหรับชาวซิดนี่ย์
Bondi Beach เป็นชายหาดที่ค่อนข้างใกล้
ตัวเมืองมาก สามารถนั่งรถเมล์มาได้ครับ
อันนี้ Sydney Harbour National Park
จบแล้วครับทริปนี้ แล้วพบกันใหม่ ทริปหน้า
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ
ปล.ขอบคุณแก๊งค์ซุปเปอร์ดราย ที่ช่วยเทคแคร์พี่นะครัส